ท่องเที่ยว · ข่าวเด่น
10 จุดชมวิวสุดอลังการ ที่ต้องไปสักครั้งในชีวิต
รวมพิกัดวิวธรรมชาติสุด breathtaking ทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่จะทำให้คุณตกหลุมรักการเดินทางอีกครั้ง
โลกของเราเต็มไปด้วยสถานที่มหัศจรรย์ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นอย่างน่าทึ่ง ทั้งภูเขาสูงเสียดฟ้า ทะเลสาบสีฟ้าคราม หุบเขาลึกสุดสายตา และหน้าผาที่มองเห็นวิวได้แบบ 360 องศา บางแห่งสวยงามราวกับภาพวาด ขณะที่บางแห่งยิ่งใหญ่จนทำให้มนุษย์รู้สึกตัวเล็กลงทันทีเมื่อได้ไปยืนอยู่ตรงหน้า
สำหรับใครที่กำลังวางแผนท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือกำลังมองหาจุดหมายปลายทางที่ควรไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต RACCOON NEWS ขอพาไปรู้จัก 10 จุดชมวิวสุดอลังการทั่วโลก ที่คัดมาแล้วว่ามีทิวทัศน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พร้อมข้อมูลการเดินทางและเคล็ดลับสำหรับนักท่องเที่ยว
ON NEWS

1. แกรนด์แคนยอน (Grand Canyon) – สหรัฐอเมริกา
มหัศจรรย์หุบเขายักษ์ที่ธรรมชาติใช้เวลาสร้างนับล้านปี
แกรนด์แคนยอน รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของโลก ด้วยหุบเขาขนาดมหึมาที่เผยให้เห็นชั้นหินหลากสีสันซ้อนทับกันอย่างสวยงาม เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยาและการกัดเซาะของแม่น้ำโคโลราโดตลอดระยะเวลาอันยาวนาน
จุดชมวิวที่ไม่ควรพลาดคือ Mather Point บริเวณ South Rim ซึ่งสามารถมองเห็นแนวหน้าผาสูงชันและหุบเขากว้างใหญ่ทอดยาวสุดสายตา โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตก เมื่อแสงสีทองกระทบชั้นหินจนเกิดเป็นเฉดสีส้ม แดง และม่วงที่งดงามแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา
ไฮไลต์: จุดชมวิว Mather Point และทิวทัศน์ยามพระอาทิตย์ขึ้น
ช่วงแนะนำ: ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง อากาศโดยทั่วไปเหมาะกับการเดินเที่ยว
ข้อควรรู้: จุดชมวิวอยู่ไม่ไกลจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และมีรถรับส่งภายในอุทยาน
จากทั่วโลกได้ที่ RACCO

2. มาชูปิกชู (Machu Picchu) – เปรู
นครโบราณกลางขุนเขา ความมหัศจรรย์ที่ซ่อนตัวอยู่เหนือเมฆ
มาชูปิกชูคือเมืองโบราณของอารยธรรมอินคาที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาแอนดีส ประเทศเปรู ความพิเศษไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรมหินที่ก่อสร้างอย่างประณีต แต่ยังรวมถึงตำแหน่งที่ตั้งเหนือหุบเขาเขียวขจี ซึ่งโอบล้อมด้วยยอดเขาสลับซับซ้อน
ภาพที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันคือการมองลงมาจากจุดชมวิวด้านบน เห็นนครโบราณเรียงตัวอยู่บนแนวสันเขา โดยมีภูเขา Huayna Picchu เป็นฉากหลัง หากมาในวันที่หมอกเคลื่อนตัวผ่านซากเมืองโบราณ จะยิ่งทำให้บรรยากาศดูลึกลับราวกับหลุดเข้าไปในอีกยุคสมัย
ไฮไลต์: จุดชมวิวแบบพาโนรามาที่มองเห็นนครโบราณทั้งเมือง
ช่วงแนะนำ: ประมาณเดือนพฤษภาคม–กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนโดยทั่วไปน้อยกว่า
ข้อควรรู้: ควรจองบัตรเข้าชมล่วงหน้า และเลือกเส้นทางเข้าชมให้ตรงกับภาพที่ต้องการถ่าย โดย Circuit 1 เน้นทัศนียภาพ ส่วน Circuit 2 มีเส้นทางชมเมืองโบราณและจุดถ่ายภาพมุมคลาสสิก

3. ทะเลสาบโมเรน (Moraine Lake) – แคนาดา
ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ท่ามกลางเทือกเขาร็อกกีสุดอลังการ
หากใครชื่นชอบธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกราวกับภาพวอลเปเปอร์ ทะเลสาบโมเรนในอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ ประเทศแคนาดา คือสถานที่ที่ไม่ควรพลาด
ทะเลสาบแห่งนี้โดดเด่นด้วยน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ได้รับอิทธิพลจากตะกอนหินละเอียดจากธารน้ำแข็ง และมีแนวภูเขาสูงใหญ่เรียงรายอยู่เบื้องหลัง สร้างภาพธรรมชาติที่สวยงามจนแทบไม่ต้องปรับแต่งสี
จุดชมวิวสำคัญคือ Rockpile ซึ่งสามารถเดินขึ้นไปเพื่อมองเห็นทะเลสาบและ Valley of the Ten Peaks ได้อย่างชัดเจน ในวันที่ท้องฟ้าเปิด น้ำในทะเลสาบจะตัดกับป่าสนสีเขียวและยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมอย่างงดงาม
ไฮไลต์: จุดชมวิว Rockpile กับทะเลสาบสีฟ้าท่ามกลางสิบยอดเขา
ช่วงแนะนำ: ประมาณเดือนมิถุนายน–กันยายน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการเปิดเส้นทาง
ข้อควรรู้: ไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนบุคคลเข้า Moraine Lake Road ตลอดปี นักท่องเที่ยวควรจองรถรับส่งที่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า
สาร

4. กอร์เนอร์กรัต (Gornergrat) – สวิตเซอร์แลนด์
จุดชมยอดเขาแมตเทอร์ฮอร์น วิวเทือกเขาแอลป์ที่สวยเหมือนเทพนิยาย
หากพูดถึงวิวภูเขาที่งดงามระดับโลก สวิตเซอร์แลนด์ย่อมเป็นหนึ่งในประเทศที่หลายคนนึกถึง และจุดชมวิว Gornergrat ใกล้เมืองเซอร์แมตต์ ถือเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาด
นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟฟันเฟืองขึ้นสู่ยอดเขาที่ระดับความสูงประมาณ 3,089 เมตร เพื่อสัมผัสทัศนียภาพของยอดเขา Matterhorn อันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์
จากจุดชมวิวสามารถมองเห็นภูเขาสูงกว่า 4,000 เมตรจำนวนมาก รวมถึงธารน้ำแข็ง Gorner Glacier ที่ทอดตัวผ่านหุบเขา ยิ่งในวันที่ท้องฟ้าสดใส ภาพภูเขาสูงที่มียอดปกคลุมด้วยหิมะจะสร้างความประทับใจอย่างยากจะลืมเลือน
ไฮไลต์: วิว Matterhorn และธารน้ำแข็งจากจุดชมวิวระดับสูง
ช่วงแนะนำ: ฤดูร้อนเหมาะสำหรับชมภูมิประเทศสีเขียว ส่วนฤดูหนาวเหมาะกับบรรยากาศหิมะ ทั้งนี้ต้องตรวจสอบการให้บริการรถไฟ
ข้อควรรู้: รถไฟ Gornergrat Bahn ใช้เวลาเดินทางจาก Zermatt ประมาณ 33 นาที

5. โทรลล์ทุงกา (Trolltunga) – นอร์เวย์
หน้าผารูปลิ้นยักษ์สุดหวาดเสียว เหนือทะเลสาบสีฟ้า
หนึ่งในจุดถ่ายภาพที่นักเดินป่าทั่วโลกใฝ่ฝันคือ Trolltunga หรือหน้าผารูปลิ้นโทรลล์ ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ยื่นออกมาจากภูเขาสูง เหนือทะเลสาบ Ringedalsvatnet
ความงดงามของที่นี่อยู่ที่ความแตกต่างระหว่างหน้าผาหินแข็งแกร่งกับทิวทัศน์ของทะเลสาบและขุนเขาเบื้องล่าง ภาพนักเดินทางยืนอยู่บนปลายหน้าผากลายเป็นหนึ่งในภาพท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของนอร์เวย์
อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปยัง Trolltunga ไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบสบาย ๆ เพราะต้องเดินป่าระยะไกล ใช้เวลาหลายชั่วโมง และต้องมีสภาพร่างกายพร้อม
ไฮไลต์: หน้าผาหินยื่นเหนือทะเลสาบและทิวทัศน์ภูเขาแบบสุดสายตา
ช่วงแนะนำ: มิถุนายน–กันยายน สำหรับผู้มีประสบการณ์เดินป่าและมีสภาพอากาศเหมาะสม
ข้อควรรู้: เส้นทางไป–กลับจากจุดเริ่มต้น P2 มีระยะทางประมาณ 27 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–12 ชั่วโมง ควรศึกษาความปลอดภัยอย่างละเอียด และไม่ออกนอกเส้นทางที่กำหนด

6. จางเจียเจี้ย (Zhangjiajie) – ประเทศจีน
ภูเขาหินนับพันต้น พุ่งทะยานกลางทะเลหมอก ราวกับโลกในภาพยนตร์ Avatar
จางเจียเจี้ย มณฑลหูหนาน ประเทศจีน เป็นจุดหมายปลายทางที่มีภูมิประเทศแปลกตาและงดงามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่อู่หลิงหยวน (Wulingyuan) ซึ่งมีเสาหินทรายสูงชันจำนวนหลายพันต้นตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนป่าสีเขียว
หนึ่งในบริเวณที่มีชื่อเสียงคือ Yuanjiajie ซึ่งมีภูเขาหินรูปร่างแปลกตาและจุดชมวิวที่เชื่อมโยงกับแรงบันดาลใจด้านภาพของภาพยนตร์ Avatar
เมื่อหมอกลอยผ่านระหว่างแท่งหินสูง จะเกิดภาพเสมือนภูเขากำลังลอยอยู่กลางอากาศ เป็นทัศนียภาพที่ดูเหนือจริงและแตกต่างจากภูเขาทั่วไป
ไฮไลต์: จุดชมวิว Yuanjiajie และเสาหินทรายสูงเสียดฟ้าท่ามกลางทะเลหมอก
ช่วงแนะนำ: ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง โดยต้องเผื่อโอกาสเจอหมอกหนา
ข้อควรรู้: พื้นที่ท่องเที่ยวมีขนาดใหญ่ ควรเผื่อเวลาอย่างน้อยหนึ่งวันเต็ม และตรวจสอบเส้นทางรถรับส่ง ลิฟต์ และกระเช้าภายในอุทยาน

7. ภูเขาไฟโบรโม่ (Mount Bromo) – อินโดนีเซีย
ชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือภูเขาไฟ ท่ามกลางทะเลหมอกที่สวยราวกับอีกดาวเคราะห์
ภูเขาไฟโบรโม่ ตั้งอยู่ในจังหวัดชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีชื่อเสียงด้านทิวทัศน์พระอาทิตย์ขึ้น
จุดชมวิวสำคัญคือ Penanjakan ซึ่งมองเห็นภูเขาไฟโบรโม่ ภูเขาบาต็อก และภูเขาเซเมรูอยู่ในฉากเดียวกัน
ในยามเช้ามืด หมอกมักปกคลุมบริเวณทะเลทรายภูเขาไฟ เมื่อแสงแรกของวันค่อย ๆ ส่องผ่านยอดเขา ทิวทัศน์ทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นสีทองและส้มอย่างน่าประทับใจ
ไฮไลต์: วิวพระอาทิตย์ขึ้นเหนือภูเขาไฟและทะเลหมอก
ช่วงแนะนำ: ฤดูแล้งประมาณเมษายน–ตุลาคม โดยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศจริง
ข้อควรรู้: ทริปชมพระอาทิตย์ขึ้นมักเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางคืนหรือเช้ามืด ควรเตรียมเสื้อกันหนาว และตรวจสอบสถานะการเปิดอุทยานรวมถึงกิจกรรมภูเขาไฟก่อนเดินทาง

8. มิลฟอร์ดซาวด์ (Milford Sound) – นิวซีแลนด์
ฟยอร์ดมหัศจรรย์กลางหุบเขา ที่ภูเขาสูงตระหง่านเหนือผืนน้ำ
Milford Sound หรือ Piopiotahi ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติ Fiordland บนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ เป็นภูมิประเทศแบบฟยอร์ดที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งในอดีต
เสน่ห์ของที่นี่คือหน้าผาสูงชันที่ตั้งตระหง่านขึ้นจากผืนน้ำ โดยมี Mitre Peak เป็นยอดเขาสัญลักษณ์ที่สูงประมาณ 1,692 เมตรจากระดับน้ำทะเล
นักท่องเที่ยวสามารถชมทัศนียภาพได้จากริมฝั่งบริเวณ Milford Foreshore Walk หรือเดินไปยัง Milford Sound Lookout และยังสามารถล่องเรือเพื่อชมหน้าผา น้ำตก และธรรมชาติรอบฟยอร์ดได้อีกมุมหนึ่ง
ไฮไลต์: วิว Mitre Peak สะท้อนผืนน้ำ พร้อมภูเขาและน้ำตกสูงชัน
ช่วงแนะนำ: เที่ยวได้หลายฤดูกาล โดยฤดูร้อนเหมาะกับการเดินทาง ส่วนวันที่ฝนตกอาจได้เห็นน้ำตกจำนวนมากขึ้น
ข้อควรรู้: เส้นทางจาก Te Anau ไป Milford Sound ประมาณ 120 กิโลเมตร เป็นถนนภูเขาที่ต้องตรวจสอบสภาพอากาศและการปิดถนนก่อนเดินทาง

9. เทเบิลเมาน์เทน (Table Mountain) – แอฟริกาใต้
ยอดเขาราบกลางเมือง วิวมหาสมุทรและเคปทาวน์แบบพาโนรามา
Table Mountain คือภูเขารูปร่างแปลกตาที่มียอดค่อนข้างราบคล้ายโต๊ะ ตั้งอยู่ในเมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ และถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมือง
จากด้านบน นักท่องเที่ยวจะมองเห็นเมืองเคปทาวน์ทอดตัวอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก พร้อมแนวชายฝั่ง ภูเขา Lion's Head และภูมิประเทศโดยรอบได้อย่างกว้างไกล
ความพิเศษอีกอย่างคือการนั่งกระเช้า Table Mountain Aerial Cableway ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินป่าระยะไกล
ไฮไลต์: วิวเมืองเคปทาวน์และมหาสมุทรจากยอดเขาแบบพาโนรามา
ช่วงแนะนำ: วันที่ท้องฟ้าโปร่ง ลมไม่แรง และทัศนวิสัยดี
ข้อควรรู้: กระเช้าอาจหยุดให้บริการเมื่อสภาพอากาศไม่เหมาะสม ต้องตรวจสอบสถานะก่อนเดินทาง

10. หมู่บ้านเอีย ซานโตรินี (Oia, Santorini) – กรีซ
จุดชมพระอาทิตย์ตกสุดโรแมนติก บ้านสีขาวตัดกับทะเลสีน้ำเงิน
ปิดท้ายด้วยจุดชมวิวที่มีบรรยากาศแตกต่างจากอีกเก้าแห่งอย่างชัดเจน กับหมู่บ้าน Oia บนเกาะซานโตรินี ประเทศกรีซ
ภาพบ้านเรือนสีขาวที่เรียงรายตามหน้าผา โบสถ์โดมสีน้ำเงิน และทะเลอีเจียนสีคราม กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ซานโตรินีเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดช่วงหนึ่งคือยามพระอาทิตย์ตก เมื่อแสงสีส้มอาบไปทั่วอาคารสีขาวและแนวหน้าผา พร้อมท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเฉดสีเหนือทะเล
ไฮไลต์: วิวหมู่บ้านสีขาว โดมสีน้ำเงิน และพระอาทิตย์ตกริมทะเล
ช่วงแนะนำ: เมษายน–มิถุนายน และกันยายน–ตุลาคม สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงช่วงฤดูร้อนที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น
ข้อควรรู้: ควรหาจุดชมวิวบนพื้นที่สาธารณะล่วงหน้า และเคารพพื้นที่ส่วนบุคคลของชาวบ้าน
สรุป 10 จุดชมวิวทั่วโลก สวยจนอยากออกเดินทางทันที
ทั้ง 10 สถานที่มีเสน่ห์แตกต่างกัน บางแห่งเหมาะกับสายผจญภัยที่ชื่นชอบการเดินป่า บางแห่งเหมาะกับคู่รักที่ต้องการชมพระอาทิตย์ตกสุดโรแมนติก ขณะที่บางสถานที่เหมาะกับการพักผ่อนและสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
ไม่ว่าจะเป็นหุบเขายักษ์ในสหรัฐอเมริกา ภูเขาเหนือทะเลหมอกในจีน หรือทะเลสาบสีฟ้าในแคนาดา ทุกสถานที่ต่างสะท้อนให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของโลกที่ไม่อาจถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายได้ทั้งหมด
เพราะบางครั้ง จุดหมายปลายทางที่สวยที่สุด อาจไม่ใช่สถานที่ที่เราเคยเห็นผ่านหน้าจอ แต่เป็นสถานที่ที่เราได้ไปยืนมองด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต
ติดตามเรื่องราวท่องเที่ยว สถานที่น่าสนใจ และข่าวสารจากทั่วโลกได้ที่ RACCOON NEWS