ต่างประเทศ · ข่าวเด่น
ฮือฮา! ฟอสซิลไดโนเสาร์ “นาโนไทแรนนัส” ขายประมูลทะลุ 1.6 พันล้านบาท
ตรวจสอบข้อมูลการประมูลกับ Sotheby's และรายงานจาก Associated Press และ CNN แล้ว โดยยืนยันราคาขาย 47.3 ล้านดอลลาร์และสถานะฟอสซิลที่มีราคาประมูลสูงเป็นอันดับ 2
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โครงกระดูกฟอสซิลของไดโนเสาร์กินเนื้อสายพันธุ์หายาก “นาโนไทแรนนัส” (Nanotyrannus) ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “โจดี” (Jodi) ถูกนำออกประมูลโดยบริษัท Sotheby's ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนปิดการขายด้วยมูลค่าสูงถึง 47.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.6 พันล้านบาท
การประมูลครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้เข้าร่วมเสนอราคาทั้งหมด 6 ราย แข่งขันกันเป็นเวลาประมาณ 12 นาที ก่อนจะได้ผู้ชนะการประมูล ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณชน
ราคาดังกล่าวยังทำให้ “โจดี” กลายเป็นหนึ่งในฟอสซิลไดโนเสาร์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก และเป็นโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่มีราคาประมูลสูงเป็นอันดับ 2 รองจากทีเร็กซ์ชื่อ “กัส” (Gus) ที่เคยทำสถิติไว้ 50.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เปิดความพิเศษ “โจดี” ฟอสซิลหายากที่พบเพียงไม่กี่ตัวอย่าง
โครงกระดูก “โจดี” มีความสูงขณะจัดแสดงประมาณ 3 เมตร และมีความยาวราว 6 เมตร ประกอบด้วยชิ้นส่วนกระดูกฟอสซิลประมาณ 191 ชิ้น โดยเฉพาะบริเวณกะโหลกศีรษะที่ยังคงสภาพสมบูรณ์เกือบทั้งหมด
ความพิเศษของฟอสซิลชุดนี้อยู่ที่ความหายาก เนื่องจากเป็นหนึ่งในโครงกระดูกนาโนไทแรนนัสเพียง 3 ตัวอย่างที่วงการวิทยาศาสตร์รู้จัก และนับเป็นตัวอย่างแรกที่เข้าสู่ตลาดประมูลภายหลังมีผลการศึกษาสนับสนุนว่าไดโนเสาร์ชนิดนี้แตกต่างจากทีเร็กซ์
ย้อนกลับไปในปี 2562 ฟอสซิลดังกล่าวถูกค้นพบโดย โจดี เพียร์สัน (Jodi Pierson) เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ในรัฐมอนทานา บริเวณชั้นหินเฮลล์ครีก (Hell Creek Formation) ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบซากดึกดำบรรพ์สำคัญของสหรัฐอเมริกา
ต่อมา เครย์ตัน ฟิปส์ (Clayton Phipps) นักบรรพชีวินวิทยาเอกชน พร้อมทีมงานได้เข้าดำเนินการขุดค้นและนำฟอสซิลขึ้นมาศึกษา ก่อนที่โครงกระดูกนี้จะได้รับชื่อเล่นว่า “โจดี” ตามชื่อของผู้ค้นพบ
เคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “ทีเร็กซ์วัยเด็ก” ก่อนงานวิจัยเผยความจริง
อีกหนึ่งเรื่องราวที่ทำให้ฟอสซิลนาโนไทแรนนัสได้รับความสนใจ คือข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของมัน
ในอดีต นักบรรพชีวินวิทยาจำนวนหนึ่งเคยเชื่อว่า นาโนไทแรนนัสอาจเป็นเพียงไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ (Tyrannosaurus rex) หรือทีเร็กซ์ในช่วงวัยเยาว์ เนื่องจากรูปร่างและโครงสร้างกระดูกมีลักษณะคล้ายคลึงกัน
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในปี 2568 ได้นำเสนอหลักฐานใหม่ที่สนับสนุนว่า นาโนไทแรนนัสเป็นไดโนเสาร์อีกสกุลหนึ่งที่แยกจากทีเร็กซ์ และเคยมีชีวิตอยู่ร่วมยุคกันเมื่อประมาณ 67 ล้านปีก่อน
เมแกน เจนคินส์ (Megan Jenkins) นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ อธิบายว่า แม้นาโนไทแรนนัสจะมีรูปร่างคล้ายทีเร็กซ์ แต่มีขนาดลำตัวเล็กกว่า รูปร่างเพรียวบางกว่า และมีฟันที่เรียวแหลมคล้ายใบมีด ซึ่งเหมาะสำหรับการเฉือนเนื้อเหยื่อ
ความแตกต่างเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานสำคัญที่ทำให้นักวิจัยสามารถทำความเข้าใจความหลากหลายของไดโนเสาร์นักล่าในช่วงปลายยุคครีเทเชียสได้มากยิ่งขึ้น
นักวิทยาศาสตร์ห่วง ฟอสซิลพันล้านอาจหายไปจากสายตาประชาชน
แม้การประมูลจะสร้างความสนใจไปทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับอนาคตของฟอสซิลหายากที่ตกไปอยู่ในความครอบครองของเอกชน
นักวิทยาศาสตร์บางส่วนกังวลว่า หากโครงกระดูกถูกซื้อไปเก็บไว้ในคอลเลกชันส่วนตัว อาจทำให้นักวิจัยไม่สามารถเข้าถึงฟอสซิลเพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ รวมถึงทำให้ประชาชนพลาดโอกาสชมหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม เมแกน เจนคินส์ มองว่า แม้การขายฟอสซิลลักษณะนี้อาจสร้างความกังวล แต่ที่ผ่านมาโครงกระดูกไดโนเสาร์หลายชิ้นที่ผ่านการซื้อขายโดยเอกชนก็มีโอกาสถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนเข้าชมในภายหลัง
เธอยังเข้าใจเหตุผลของผู้ขุดค้นที่ต้องการจำหน่ายฟอสซิลในราคาสูง เนื่องจากกระบวนการค้นหา ขุดค้น และเตรียมโครงกระดูกต้องใช้ทั้งเงินลงทุน เวลา และทรัพยากรจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม หลังสิ้นสุดการประมูลครั้งประวัติศาสตร์นี้ ยังไม่มีการยืนยันว่าเจ้าของรายใหม่จะนำ “โจดี” ไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หรือเก็บไว้ในคอลเลกชันส่วนตัว
ทำให้อนาคตของฟอสซิลไดโนเสาร์มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาทชุดนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่ทั้งวงการวิทยาศาสตร์และผู้สนใจประวัติศาสตร์ธรรมชาติต้องติดตามต่อไป
ที่มา: BBC, Sotheby's, Associated Press