ฮือฮา! ฟอสซิลไดโนเสาร์ “นาโนไทแรนนัส” ขายประมูลทะลุ 1.6 พันล้านบาท

ต่างประเทศ · ข่าวเด่น

ฮือฮา! ฟอสซิลไดโนเสาร์ “นาโนไทแรนนัส” ขายประมูลทะลุ 1.6 พันล้านบาท

ตรวจสอบข้อมูลการประมูลกับ Sotheby's และรายงานจาก Associated Press และ CNN แล้ว โดยยืนยันราคาขาย 47.3 ล้านดอลลาร์และสถานะฟอสซิลที่มีราคาประมูลสูงเป็นอันดับ 2

◷ 28 Oct 2026 04:56 ◉ 103 views
โครงกระดูกไดโนเสาร์หายาก “นาโนไทแรนนัส” อายุราว 67 ล้านปี ถูกประมูลขายในนิวยอร์กด้วยราคาสูงถึง 1.6 พันล้านบาท หลังผู้สนใจแข่งขันเสนอราคากันอย่างดุเดือด ขณะที่นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าฟอสซิลล้ำค่าอาจตกไปอยู่ในคอลเลกชันส่วนตัวจนประชาชนและนักวิจัยไม่สามารถเข้าถึงได้

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โครงกระดูกฟอสซิลของไดโนเสาร์กินเนื้อสายพันธุ์หายาก “นาโนไทแรนนัส” (Nanotyrannus) ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “โจดี” (Jodi) ถูกนำออกประมูลโดยบริษัท Sotheby's ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนปิดการขายด้วยมูลค่าสูงถึง 47.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.6 พันล้านบาท

การประมูลครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้เข้าร่วมเสนอราคาทั้งหมด 6 ราย แข่งขันกันเป็นเวลาประมาณ 12 นาที ก่อนจะได้ผู้ชนะการประมูล ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณชน


ราคาดังกล่าวยังทำให้ “โจดี” กลายเป็นหนึ่งในฟอสซิลไดโนเสาร์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก และเป็นโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่มีราคาประมูลสูงเป็นอันดับ 2 รองจากทีเร็กซ์ชื่อ “กัส” (Gus) ที่เคยทำสถิติไว้ 50.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


เปิดความพิเศษ “โจดี” ฟอสซิลหายากที่พบเพียงไม่กี่ตัวอย่าง

โครงกระดูก “โจดี” มีความสูงขณะจัดแสดงประมาณ 3 เมตร และมีความยาวราว 6 เมตร ประกอบด้วยชิ้นส่วนกระดูกฟอสซิลประมาณ 191 ชิ้น โดยเฉพาะบริเวณกะโหลกศีรษะที่ยังคงสภาพสมบูรณ์เกือบทั้งหมด


ความพิเศษของฟอสซิลชุดนี้อยู่ที่ความหายาก เนื่องจากเป็นหนึ่งในโครงกระดูกนาโนไทแรนนัสเพียง 3 ตัวอย่างที่วงการวิทยาศาสตร์รู้จัก และนับเป็นตัวอย่างแรกที่เข้าสู่ตลาดประมูลภายหลังมีผลการศึกษาสนับสนุนว่าไดโนเสาร์ชนิดนี้แตกต่างจากทีเร็กซ์

ย้อนกลับไปในปี 2562 ฟอสซิลดังกล่าวถูกค้นพบโดย โจดี เพียร์สัน (Jodi Pierson) เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ในรัฐมอนทานา บริเวณชั้นหินเฮลล์ครีก (Hell Creek Formation) ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบซากดึกดำบรรพ์สำคัญของสหรัฐอเมริกา


ต่อมา เครย์ตัน ฟิปส์ (Clayton Phipps) นักบรรพชีวินวิทยาเอกชน พร้อมทีมงานได้เข้าดำเนินการขุดค้นและนำฟอสซิลขึ้นมาศึกษา ก่อนที่โครงกระดูกนี้จะได้รับชื่อเล่นว่า “โจดี” ตามชื่อของผู้ค้นพบ 


เคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “ทีเร็กซ์วัยเด็ก” ก่อนงานวิจัยเผยความจริง

อีกหนึ่งเรื่องราวที่ทำให้ฟอสซิลนาโนไทแรนนัสได้รับความสนใจ คือข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของมัน


ในอดีต นักบรรพชีวินวิทยาจำนวนหนึ่งเคยเชื่อว่า นาโนไทแรนนัสอาจเป็นเพียงไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ (Tyrannosaurus rex) หรือทีเร็กซ์ในช่วงวัยเยาว์ เนื่องจากรูปร่างและโครงสร้างกระดูกมีลักษณะคล้ายคลึงกัน


อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในปี 2568 ได้นำเสนอหลักฐานใหม่ที่สนับสนุนว่า นาโนไทแรนนัสเป็นไดโนเสาร์อีกสกุลหนึ่งที่แยกจากทีเร็กซ์ และเคยมีชีวิตอยู่ร่วมยุคกันเมื่อประมาณ 67 ล้านปีก่อน


เมแกน เจนคินส์ (Megan Jenkins) นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ อธิบายว่า แม้นาโนไทแรนนัสจะมีรูปร่างคล้ายทีเร็กซ์ แต่มีขนาดลำตัวเล็กกว่า รูปร่างเพรียวบางกว่า และมีฟันที่เรียวแหลมคล้ายใบมีด ซึ่งเหมาะสำหรับการเฉือนเนื้อเหยื่อ


ความแตกต่างเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานสำคัญที่ทำให้นักวิจัยสามารถทำความเข้าใจความหลากหลายของไดโนเสาร์นักล่าในช่วงปลายยุคครีเทเชียสได้มากยิ่งขึ้น


นักวิทยาศาสตร์ห่วง ฟอสซิลพันล้านอาจหายไปจากสายตาประชาชน

แม้การประมูลจะสร้างความสนใจไปทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับอนาคตของฟอสซิลหายากที่ตกไปอยู่ในความครอบครองของเอกชน


นักวิทยาศาสตร์บางส่วนกังวลว่า หากโครงกระดูกถูกซื้อไปเก็บไว้ในคอลเลกชันส่วนตัว อาจทำให้นักวิจัยไม่สามารถเข้าถึงฟอสซิลเพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ รวมถึงทำให้ประชาชนพลาดโอกาสชมหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ธรรมชาติ


อย่างไรก็ตาม เมแกน เจนคินส์ มองว่า แม้การขายฟอสซิลลักษณะนี้อาจสร้างความกังวล แต่ที่ผ่านมาโครงกระดูกไดโนเสาร์หลายชิ้นที่ผ่านการซื้อขายโดยเอกชนก็มีโอกาสถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนเข้าชมในภายหลัง


เธอยังเข้าใจเหตุผลของผู้ขุดค้นที่ต้องการจำหน่ายฟอสซิลในราคาสูง เนื่องจากกระบวนการค้นหา ขุดค้น และเตรียมโครงกระดูกต้องใช้ทั้งเงินลงทุน เวลา และทรัพยากรจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม หลังสิ้นสุดการประมูลครั้งประวัติศาสตร์นี้ ยังไม่มีการยืนยันว่าเจ้าของรายใหม่จะนำ “โจดี” ไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หรือเก็บไว้ในคอลเลกชันส่วนตัว

ทำให้อนาคตของฟอสซิลไดโนเสาร์มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาทชุดนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่ทั้งวงการวิทยาศาสตร์และผู้สนใจประวัติศาสตร์ธรรมชาติต้องติดตามต่อไป


ที่มา: BBC, Sotheby's, Associated Press

← กลับหน้าแรก